Colostrum and Cancer Treatment

โคลอสตรุ้มจากวัวกับการรักษามะเร็ง

โคลอสตรุ้มจากวัวกับโคลอสตรุ้มจากมนุษย์แตกต่างกันอย่างไร?

โคลอสตรุ้มจากวัวคือ น้ำนมที่แม่วัวสร้างขึ้นในวันแรกๆ หลังจากให้กำเนิดลูก น้ำนมนี้อุดมไปด้วยสารที่ช่วยปกป้องลูกน้อยแรกเกิดจากการติดเชื้อ เช่น สารภูมิต้านทาน (Antibodies) ปัจจัยช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Factors) และไซโตคีน (Cytokines) สารสื่อกลางที่สั่งให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนเพื่อตอบสนองการติดเชื้อ มนุษย์เองก็มีการผลิตโคลอสตรุ้มเช่นกัน โดยแหล่งโคลอสตรุ้มธรรมชาติของมนุษย์คือน้ำนมแม่

การวิจัยทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันที่ความรุนแรงและความถี่ของการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารในเด็กเพิ่มสูงขึ้นนั้น ทารกแรกเกิดที่ได้รับโคลอสตรุ้มไม่เพียงพอจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่า และติดโรคจากเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่ายกว่า ในขณะเดียวกัน ทารกที่ได้รับนมแม่จากเต้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินอาหารน้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผงสูตรต่างๆ หรือนมวัว โคลอสตรุ้มจึงนับเป็นสารอาหารมหัศจรรย์ตามธรรมชาติ และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะของชีวิต”

 

 

โคลอสตรุ้มกับการรักษามะเร็ง

อ้างอิงจากข้อมูลของ WHO โรคมะเร็งถือเป็นโรคทั่วไปที่คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 9.6 ล้านคนทั่วโลก กระบวนการที่ใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นการทำเคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบค้างเคียงในระยะยาวทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายเรื่องยาและการรักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลยังจัดเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผลลัพธ์คือ ผู้คนต่างต้องการค้นหาการรักษาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง นักวิจัยจำนวนมากจึงหันมาให้ความสนใจในการศึกษาและทดลองการใช้สารต้านมะเร็งทางการแพทย์ หนึ่งในนั้นคือการศึกษาความสามารถในการต้านมะเร็งของโคลอสตรุ้มจากวัวในมนุษย์

โคลอสตรุ้มจากวัวถูกนำมาทดลองกับการเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งหลากหลายชนิด และพบว่าแล็คโตเฟอริน (Lactoferrin) ซึ่งเป็นสารที่พบได้มากในโคลอสตรุ้มจากวัว มีผลในการระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

การวิจัยโดยการเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งได้ทดสอบฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งของยาต้านทั้งที่มาจากธรรมชาติและผลิตขึ้นในห้องทดลอง จากการศึกษานี้พบว่า แล็คโตเฟอรินบริสุทธิ์ (2 mg/ml) สามารถทำให้การเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดอาหารสายพันธุ์ KYSE-30 ช้าลงได้ การทดลองทำโดยการเติมแล็คโตเฟอรินปริมาณ 500 g/ml เข้าไปในถาดเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งที่ปล่อยให้มีการเจริญเติบโตต่อเนื่องมาเป็นเวลา 62 ชั่วโมง ผลลัพธ์คือ แล็คโตเฟอรินมีผลทำให้เซลล์มะเร็ง KYSE-30 ที่เพาะเลี้ยงไว้มีจำนวนลดลงถึง 80%

ฤทธิ์ของการเป็นสารต้านมะเร็งของแล็คโตเฟอรินที่เป็นสารประกอบในโคลอสตรุ้มจากวัว ได้ถูกทดสอบกับการเพาะเซลล์มะเร็งอีกหลากลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ เป็นต้น ซึ่งการทดลองดังกล่าวต่างมีผลลัพธ์ที่ดี

 

คุณสมบัติของแล็คโตเฟอริน และแล็คตัลบูมิน ในการรักษามะเร็ง

แล็คโตเฟอริน (Lactoferrin) เป็นไกลโคโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง และต้านเชื้อจุลินทรีย์ เป็นสารที่พบได้มากในโคลอสตรุ้มจากวัว แล็คโตเฟอรินเป็นตัวควบคุมภูมิคุ้มกันที่มีบทบาทสำคัญมาก นอกจากนั้นยังเป็นสารที่ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ตลอดจนหยุดการสร้างไซโตคีน (Cytokines) ที่สั่งให้ร่างกายตอบสนองต่ออาการอักเสบอีกด้วย

แล็คตัลบูมิน (Lactalbumin) เป็นโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกัน และช่วยในการผลิตกลูต้าไธโอน (Glutathione) สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย

ทั้งแล็คโตเฟอรินและแล็คตัลบูมินต่างก็มีผลทำให้เกิดการตายอย่างเป็นระบบของเซลล์กลายพันธุ์ หรือเซลล์มะเร็ง โดยแล็คโตเฟอรินถูกค้นพบว่าสามารถทำให้ระดับเอนไซม์แคสเปส-1 (Caspase-1) และอินเตอร์ลิวคิน-18 (IL-18) เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งการเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ดังกล่าวจะช่วยลดการแพร่กระจายของเซลล์ร้ายในลำไส้ นอกจากนี้ แล็คโตเฟอรินยังชักนำให้เกิดการตายของเซลล์ในไซโทท็อกซิกทีเซลล์ (Cytotoxic-T Cell) และเซลล์นักฆ่าธรรมชาติ (Natural Killer Cell) ที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์ที่มีการติดเชื้อ และช่วยกดเอนไซม์ CYP1A2 ในตับซึ่งมักกระตุ้นการทำงานของสารก่อมะเร็งอีกด้วย

แล็คโตเฟอรินและแล็คตัลบูมินยังถูกนำมาใช้ร่วมในกระบวนการเคมีบำบัดและการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง อันเนื่องมาจากความสามารถในการแทรกผ่านแนวกั้นเลือดและสมองของแล็คโตเฟอริน มันจึงถูกใช้เป็นตัวนำพายาเคมีบำบัดเข้าไปสู่สมอง วิธีนี้จะไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาผลลัพธ์ทางการแพทย์ของกระบวนการเคมีบำบัดเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความจำเป็นในการทำเคมีบำบัดและการฉายรังสี ซึ่งทำให้ผลค้างเคียงไม่พึงประสงค์อันจะเกิดกับผู้ป่วยโรคมะเร็งลดน้อยลงด้วย

ด้วยเหตุนี้ การบริโภคโคลอสตรุ้มจากวัวซึ่งอุดมไปด้วยแล็คโตเฟอรินและแล็คตัลบูมินร่วมไปกับการรักษาโรคมะเร็งจึงมีผลทำให้กระบวนการรักษาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกเหนือจากผลที่เกิดขึ้นภายในร่างกายแล้ว การใช้ยาเหน็บช่องคลอดที่มีส่วนผสมจากโคลอสตรุ้มยังสามารถทำให้เซลล์ปากมดลูกที่เพิ่งเริ่มมีความผิดปกติและอาจกลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งเปลี่ยนแปลงกลับเป็นปกติได้ นอกจากนั้น การทาพอกโดยโคลอสตรุ้มจากวัวยังสามารถทำให้อาการเจ็บเรื้อรังและแผลเบาหวานที่เท้าบรรเทาลงได้มากอีกด้วย

กลับไปยังบล็อก